23 ตุลาคม น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระปิยมหาราช’


ของทุกปี พสกนิกรชาวไทยน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ได้รับสมัญญานาม “สมเด็จพระปิยมหาราช” อันหมายถึง พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพวันอังคาร แรม 3 ค่ำ เดือน 10 ปีฉลู ตรงกับวันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ.2396 เสด็จขึ้นครองราชย์ภายหลังจาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคตจากไข้ป่า หลังจากเสด็จฯ ออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ขณะนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุ 15 พรรษา จึงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนพระชนมพรรษา 20 พรรษาบริบูรณ์ จึงได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว”


วันปิยมหาราช ถือเป็นวันหยุดราชการที่สำคัญวันหนึ่งของไทย หน่วยงานราชการต่างๆ จัดพิธีประดับพระบรมฉายาลักษณ์ และเครื่องราชสักการะ สำนักพระราชวังจัดตกแต่งพระบรมราชานุสาวรีย์

การจัดพระราชพิธีบำเพ็ญกุศลวันปิยมหาราชครั้งแรกจัดขึ้นหลังจากปีที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานถวาย แล้วได้เสด็จฯ ไปถวายพวงมาลา ทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะที่พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ พระลานพระราชวังดุสิต หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม หรือที่เรียกกันว่า “พระบรมรูปทรงม้า”

พระบรมรูปทรงม้า เป็นงานออกแบบของนายช่างชาวฝรั่งเศส สร้างขึ้นจากเงินที่ประชาชนสมทบทุนงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในโอกาสที่รัชกาลที่ 5 เถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 40 ปี โดยพระองค์ได้เสด็จฯ ไปทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง


พระราชกรณียกิจสำคัญของรัชกาลที่ 5

พ.ศ.2416 ยกเลิกระบบหมอบกราบ และกำหนดการแต่งกายของทหาร

หลังจากกำหนดให้ทหารสวมเสื้อราชประแตน เพื่อให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยแก่สายตาชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่อาศัยในพระนครมากขึ้น พระองค์ก็ทรงกำหนดยกเลิกการหมอบกราบกษัตริย์

การเลิกทาส ยกเลิกระบบไพร่ และยกเลิกระบบหมอบกราบ

พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.124 ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไท ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2448 และมีข้อกำหนดไม่ให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก


พ.ศ.2417 สร้างสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน และสร้างโรงเรียนแห่งแรก

ก่อตั้ง โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ปัจจุบันคือ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ภายในรัชสมัยของพระองค์ก็มีการก่อตั้งโรงเรียนอีกหลายแห่ง ตั้งโรงเรียนวัด และโรงเรียนสอนศาสนาอื่นๆ และประกาศให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศไทย ในปีดังกล่าวยังมีประกาศใช้เหรียญที่ทำมาจากทองแดง และธนบัตร ซึ่งประชาชนเรียกว่า “อัฐกระดาษ”


พ.ศ.2424 ทดลองใช้โทรศัพท์

ทดลองใช้โทรศัพท์สายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ถือเป็นปีแรกที่ประเทศสยามมีโทรศัพท์ใช้


พ.ศ.2426 ก่อตั้งกรมไปรษณีย์ โทรเลข

ก่อตั้งระบบไปรษณีย์ โทรเลข ในกรุงเทพฯ เพื่อการสื่อสารในพระนคร


พ.ศ.2431 ตั้งระบบปกครองส่วนกลางใหม่ และสร้างโรงพยาบาล

ก่อตั้งระบบเขตการปกครอง มณฑล เทศาภิบาล อำเภอ และจังหวัด สร้างโรงพยาบาลวังหลัง ภายหลังคือ “โรงพยาบาลศิริราช”


พ.ศ.2433 คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าครั้งแรก

ชาวพระนครได้ใช้ไฟฟ้าครั้งแรก หลังจากการสร้างโรงไฟฟ้าครั้งแรกในประเทศไทย


พ.ศ.2434 ตั้งกรมรถไฟ

ก่อตั้ง กรมรถไฟ ก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และเดินรถไฟเอกชนครั้งแรกในปี พ.ศ.2436


พ.ศ.2436 ก่อตั้งสภากาชาดไทย

สภากาชาดไทย ได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุสงคราม


พ.ศ.2452 คนไทยได้มีน้ำประปาใช้ครั้งแรก

ประชาชนได้ใช้น้ำประปาครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2452 จากการยกระดับการผลิตน้ำให้มีความสะอาดได้มาตรฐาน ผ่านการขุดคลองจากแม่น้ำเชียงรากน้อย จ.ปทุมธานี เข้ามาทางสามเสน

นอกจากนี้ยังมีการสร้างสะพานตัดถนนสายหลักสำคัญในเขตพระนครอีกหลายแห่ง เพื่อขยายเส้นทางคมนาคม เปลี่ยนจากการเดินทางโดยสารทางเรือมาเป็นทางบก


การสักการะพระปิยมหาราช พระบรมรูปทรงม้า


แท่นศิลาหินอ่อนด้านหน้า จารึกคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติยิ่งยืนนาน บริเวณด้านหน้าพระบรมรูปมักมีประชาชนมาถวายสักการะ โดยเฉพาะวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี ประชาชนจะนำดอกกุหลาบสีชมพูอันเป็นสีของวันอังคาร วันพระราชสมภพ มาถวาย นอกจากวันที่ 23 ตุลาคมแล้ว ประชาชนยังนิยมมาถวายสักการะในคืนวันอังคาร เวลา 22.00 น. เพราะมีความเชื่อว่าพระองค์ท่านจะเสด็จฯ มาประทับ ณ พระบรมรูปทรงม้าด้วย


การจัดโต๊ะหมู่บูชาถวายของสักการะพระปิยมหาราช

สิ่งที่นิยมจัดบนโต๊ะหมู่บูชาเพื่อสักการะพระปิยมหาราช ได้แก่ บายศรี หมากพลู บุหรี่ เหล้า เหล้าฝรั่ง น้ำมนต์ เชิงเทียน กระถางธูป ฯลฯ


คำถวายสักการะพระปิยมหาราช